Decoding Sunscreen Efficacy Testing

Sakkarat Piamworanan #1696 Testing & Analysis

ช่วงที่ผ่านมามีกระแสความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์กันแดด เพราะค่าที่ระบุบนฉลากและค่าที่วัดได้จากหน่วยงานผู้บริโภคหรืออินฟลูเอนเซอร์นั้นให้ผลที่ออกมาต่างกัน บ้างก็น้อย บ้างก็มากจนน่าตกใจ จนนำมาสู่ความกังวลและคำถามของผู้บริโภคในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยว่าผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกหยิบมาใช้นั้นสามารถปกป้องผิวได้จริงแค่ไหน? สามารถป้องกันผิวได้ตามตัวเลขที่ระบุบนฉลากหรือไม่?

ความกังวลสงสัยที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้บริโภคนี้ทำให้เกิดคอนเทนต์ที่นำผลการทดสอบด้วยวิธีต่างๆ มาใช้ในเชิงการตลาดเพื่ออวดอ้างสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง ใช้ดิสเครดิตหรือโจมตีคู่แข่ง บ้างก็เป็นข้อมูลที่ขาดการมองแบบรอบด้านจนสร้างความสับสนกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการด้วยกัน ในบทความนี้จึงอยากมาอธิบายให้เกิดความชัดเจนในหลายประเด็น ทั้งเรื่องมาตรฐานการทดสอบในปัจจุบัน และมีสาเหตุใดบ้างที่ผลิตภัณฑ์ที่เราหยิบมาใช้อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวตรงตามที่ระบุบนฉลาก รวมไปถึงวิธีที่จะป้องกันปัญหาเหล่านั้น
  • ค่าการป้องกันบนฉลากผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นได้มาอย่างไร?

ฉลากของผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น โดยพื้นฐานจะมีค่า SPF ที่บ่งบอกระดับการปกป้องผิวจากรังสี UVB ที่ทั่วโลกใช้เหมือนกัน ส่วนค่าที่บ่งบอกระดับการปกป้องผิวจาก UVA นั้น ในแต่ละพื้นที่จะต่างกันไป อย่างในเอเชียที่ใช้ค่า PA (+) โดยอิงจาก JCIA:2012 ในสหภาพยุโรป (EU) ใช้ตรา UVA Seal/UVA circle ในออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์กับสหรัฐอเมริกาใช้การระบุ Broad-spectrum และในสหราชอาณาจักรใช้ Boots Star® Rating

การประเมินประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดเพื่อยื่นจดแจ้งและระบุบนฉลากนั้นจะมีสองรูปแบบได้แก่ In vivo หรือการทดสอบลงบนผิวของมนุษย์ และ In vitro หรือการทดสอบบนแผ่นที่ใช้แทนผิวหนังมนุษย์และประเมินด้วยเครื่องมือเฉพาะ การทดสอบแบบ In vivo นั้นเป็นวิธีที่มีมาอย่างยาวนาน แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญที่เป็นการทดสอบแบบ Invasive ซึ่งนำไปสู่ประเด็นเรื่องจริยธรรม การใช้มนุษย์มาฉายรังสีที่ก่อความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง มีค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลานานกว่า ในขณะที่การทดสอบแบบ In vitro นั้นไม่มีข้อจำกัดเรื่องจริยธรรม มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า สามารถวัดผลได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว

แม้ฟังดูแล้วเหมือนว่า In vitro ดูน่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่าในทุกด้าน แต่ในความเป็นจริงนั้น การทดสอบ In vitro ก็ยังมีปัญหาเรื่องสิ่งที่เอามาใช้ทดแทนผิวหนังในการทดสอบ แม้แผ่นเพลต PMMA ที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายก็มีประเด็นเรื่องเนื้อผลิตภัณฑ์บางรูปแบบมีความยากง่ายในการเกลี่ยกระจายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนกับการทาบนผิวหนังมนุษย์ ซึ่งส่งผลกับการเกิดชั้นฟิล์มของผลิตภัณฑ์กันแดดที่แตกต่างกัน และมีผลต่อค่าที่วัดออกมาได้ ดังนั้น การทดลองทั้งสองรูปแบบก็มีข้อดีและข้อเสียในแบบของตัวเอง

ในอดีตนั้น การทดสอบกันแดดของแต่ละประเทศมีการใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันมากมายซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ และเป็นความยุ่งยากในการทดสอบเพื่อขอจดแจ้ง แต่ในปัจจุบัน (ปี 2024) มาตรฐานการทดสอบกันแดดของ ISO รุ่นปรับปรุงล่าสุดทำให้ตลาดสำคัญทั่วโลกอย่างยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ได้เริ่มนำมาตรฐานเดียวกันมาบังคับใช้ และก็ยังมีการสร้างมาตรฐาน ISO 16217:2020 และ ISO 18861:2020 ที่เป็นการทดสอบมาตรฐานสำหรับวัดประสิทธิภาพในการทนน้ำออกมาเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ปัจจุบันการทดสอบค่าป้องกันรังสี UVB เพื่อหาค่า SPF (Sun Protection Factor) นั้นมี ISO 24444:2019 (In vivo) ที่ถูกยอมรับเป็นพื้นฐานโดยทั่วไป ส่วนการทดสอบค่าป้องกันรังสี UVA (UVA-PF) จะมี ISO 24442:2022 (In vivo) เป็นมาตรฐานที่ปัจจุบันทางญี่ปุ่นและเกาหลียอมรับ ส่วน ISO 24443:2021 (In vitro) ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เอเชีย รวมมากกว่า 60 ประเทศ โดยหลายประเทศสามารถเลือกใช้ได้ทั้งสองแบบ แต่ก็มีบางประเทศอย่างในสหราชอาณาจักรที่ยังใช้มาตรฐาน Boots Star® Rating ของตัวเอง ส่วนทางอเมริกา ก็ยังใช้มาตรฐานของตัวเองด้วยกฎ US FDA ของปี 2021 ที่โดยภาพรวมแล้วการทดสอบ ISO จะมีมาตรฐานที่เข้มงวดกว่าของอเมริกาอยู่เล็กน้อย

  • ปัญหาของการได้มาซึ่งค่า SPF ด้วยวิธีต่างๆ

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้เรายังไม่มีการทดสอบที่เป็นมาตรฐานสำหรับหาค่า SPF ด้วยวิธีแบบ In vitro ซึ่งยังเป็นความท้าทายที่สำคัญในวงการเครื่องสำอางทั่วโลก และก็เป็นหนึ่งสาเหตุที่นำมาสู่ความสับสนของข้อมูลที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้บริโภคและวงการเครื่องสำอางของไทย

ที่จริงแล้ว การทดสอบเพื่อหาค่า SPF นั้นมีปัญหาหลายอย่างมาโดยตลอด แม้แต่การทดสอบด้วย In vivo บนผิวหนังของมนุษย์ที่มีมานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม เพราะนอกจากจะมีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงและเรื่องจริยธรรมแล้ว ยังมีประเด็นของการให้ผลในการวัดที่แตกต่างกันไปแต่ละศูนย์ทดสอบ ที่ครีมกันแดดสูตรเดียวกัน แต่ส่งไปตรวจในห้องแล็บที่ต่างกันอาจให้ค่าที่ออกมาต่างกัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อย่างเช่นวิธีที่ใช้ในการเกลี่ยผลิตภัณฑ์ เชื้อชาติ และปัจจัยที่อาจมีผลทำให้ผิวมีอาการแดงยากหรือง่ายต่างกัน รวมไปถึงการวัดระดับความแดงของผิว (Minimal Erythemal Dose - MED) จากสายตาของมนุษย์ที่สามารถคลาดเคลื่อนไปในแต่ละคน เป็นต้น

จากปัญหาที่กล่าวมา การทดสอบด้วย ISO 24444:2019 จึงมีการปรับเปลี่ยนในหลายด้าน อย่างเช่นการเพิ่มข้อกำหนดวิธีในการกระจายและการเกลี่ยผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น การเปลี่ยนมาตรฐานการคัดผู้เข้าทดสอบจาก Fitzpatrick Skin Type มาเป็น Individual Typology Angle (ITA) การเพิ่มสูตรกันแดดอ้างอิงในการ ทดสอบ รวมไปถึงมิติอื่นๆ ก็เพื่อหวังว่าจะทำให้ผลการทดสอบที่ออกมาจะให้ผลที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้น

ส่วนการทดสอบ SPF แบบ In vitro นั้น เรายังไม่มีวิธีที่เป็นมาตรฐาน ISO ออกมา และการทดสอบ SPF แบบ In vitro ที่มีใช้กันในปัจจุบันซึ่งมักอิงจากวิธีที่ใช้การทดสอบหาค่าป้องกัน UVA แบบ In vitro นั้นยังไม่สามารถใช้เพื่อเชื่อมโยงกับค่า SPF แบบ In vivo ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลที่ออกมาจากการทดสอบแต่ละแบบสามารถมีค่าที่แตกต่างกันอย่างมาก เช่นการทดสอบแบบ In vivo ออกมาได้ SPF 50 แต่ผลจาก In vitro เหลือแค่ SPF 15 เป็นต้น

ผลที่แตกต่างกันอย่างมากนี้อาจมีมาจากหลายสาเหตุปัจจัยและยังเป็นความท้าทายในการหาสิ่งที่จะมาใช้เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน โดยตัวผู้เขียนเองมีความเห็นและมีข้อสังเกตว่า ในขณะที่การทดสอบ SPF แบบ In vitro ที่ใช้กันในปัจจุบัน มาจากการวัดช่วงคลื่นที่ตัวกันแดดสามารถกรองหรือกันออกไปได้ ซึ่งเป็นปัจจัยเรื่องการดูด ซับรังสียูวีของสารกันแดดเป็นหลัก แต่การหาค่า SPF แบบ In vivo นั้น ดูที่การแดงของผิวที่เกิดขึ้น (Minimal Erythemal Dose - MED) ซึ่งในสูตรกันแดดปัจจุบันนั้นไม่ได้มีแต่สารกันแดดเพียงอย่างเดียว แต่สามารถมีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระหรือสารที่มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ระคายเคือง เพื่อช่วยลดหรือกด อาการแดงที่เกิดขึ้นบนผิวหนังมนุษย์ให้น้อยลง ซึ่งสามารถมีผลต่อค่า SPF ที่ถูกประเมินออกมาให้สูงขึ้น ก็อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญนี้ก็เป็นได้

  • การอนุโลมให้ใช้ผลการทดสอบ SPF In - Vitro ในประเทศไทย

ในขณะที่ทั่วโลกยังไม่มีมาตรฐานการทดสอบ SPF แบบ In vitro และยังต้องใช้การทดสอบมาตรฐาน ISO 24444:2019 ในการยื่นเป็นหลักที่มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ในไทยตามหลักเกณฑ์การพิจารณาการจดแจ้งเครื่องสำอางนั้น ให้แนบรายงานผลการทดสอบความสามารถดังกล่าวจากห้องปฏิบัติการของโรงงานผู้ผลิต หรือหน่วยราชการ หรือมหาวิทยาลัย หรือหน่วยทดสอบ โดยใช้วิธีการทดสอบตามมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ

ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมานั้น ในประเทศไทยนั้น สามารถยื่นผลการทดสอบ SPF แบบ In vitro เพื่อยื่นจดแจ้งเครื่องสำอางได้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็สามารถมองได้ว่าการอนุโลมนี้ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของธุรกิจ เอื้อให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการอนุโลมนี้ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของการทดสอบ SPF แบบ In vitro ที่ชัดเจนขึ้นใช้เองในประเทศ เราก็จะไม่มีหลักอ้างอิงว่าจะใช้อะไรเป็นมาตรฐานกลางของขั้นตอน กระบวนการ และอุปกรณ์ในการตรวจชี้วัด

ความไม่ชัดเจนนี้สามารถนำไปสู่การเอาผลการทดสอบที่ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานร่วมกันมาใช้เพื่อเป็นคอนเทนต์ก็ดี เพื่อการตลาดเพื่อชูตัวเองหรือโจมตีคู่แข่งก็ดี ก็อาจสร้างความขัดแย้ง ความกังวลสับสน ที่สามารถส่งผลในแง่ลบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ในประเทศ ซึ่งไม่ใช่ผลที่ดีต่อภาพรวมของ ธุรกิจเครื่องสำอางไทย

  • การทดสอบ In vivo แม่นยำและน่าเชื่อถือว่า In vitro จริงหรือ?

สำหรับการทดสอบค่าการป้องกัน UVA นั้น ปัจจุบัน เรามีมาตรฐาน ISO 24442:2022 (In vivo) และ ISO 24443:2021 (In vitro) เป็นที่ยอมรับว่าผลของการทดสอบทั้งสองรูปแบบนั้นหาความเชื่อมโยงกันได้ จึงเป็นวิธีที่ไว้วางใจและน่าเชื่อถือได้ทั้งคู่ ตราบใดที่ใช้แล็บทดสอบที่ได้มาตรฐาน

แต่การทดสอบการป้องกัน UVB ที่ในขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานการทดสอบ SPF แบบ In vitro ที่เป็นมาตรฐาน ISO เราก็สามารถใช้การทดสอบแบบ In vitro เพื่อใช้ในการพัฒนาและหาสูตรที่มีศักยภาพที่สุด ก่อนส่งไปทดสอบแบบ In vivo ตามมาตรฐาน ISO 24444:2019 เพื่อยื่นจดแจ้งและระบุลงบนฉลากจะเป็นค่าที่น่าเชื่อถือมากกว่า

ผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่มีความจริงจังในเรื่องความน่าเชื่อถือของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ อาจพิจารณาลองใช้คำแนะนำจากการศึกษาที่ชี้ว่าให้นำค่าเฉลี่ยที่ได้จาก 3-4 ศูนย์ทดสอบมาใช้เป็นค่าที่ระบุบนฉลาก เพื่อให้ได้ค่า SPF ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

  • มาตรฐานใหม่ของการทดสอบกันแดดในอนาคตอันใกล้

จากความร่วมมือกันของหลายฝ่าย ปัจจุบันนี้ ทาง ISO อยู่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติการทดสอบกันแดดอีกสองรูปแบบ
1. ISO 23675 การทดสอบ SPF แบบ In vitro หรือใช้หลักการ UVR Transmittance Spectroscopy เพื่อใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์กันแดดในรูปแบบอิมัลชัน และ Hydroalcoholic One-Phase Formulation
2. ISO 23698 ซึ่งใช้หลักการ Hybrid Difuse Reflectance Spectroscopy (HDRS) เป็นการทดสอบที่ผสมผสานทั้งเทคนิค In vitro และ Noninvasive In vivo ที่ให้ผลการทดสอบออกมาเหมือนกับการใช้จริงบนผิวหนังมนุษย์โดยไม่ก่อความเสียหายให้กับผู้ทดสอบ ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์กันแดดแบบอิมัลชันและแบบเบสแอลกอฮอล์เฟสเดียว เพื่อทดแทน ISO 24444:2019 (SPF In vivo) และ ISO 24443:2021 (UVA-PF In vitro) ได้

มาตรฐานใหม่นี้จะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาและต้นทุนในการพัฒนาและทดสอบ โดยที่เพิ่มความแม่นยำและความสม่ำเสมอของผลที่ตรวจวัดได้ โดยคาดว่ามาตรฐานใหม่ของ ISO นี้จะถูกอนุมัติในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ. 2568


  • มีสาเหตุใดอีกบ้างที่ทำให้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่วางจำหน่ายในท้องตลาดให้ผลทดสอบออกมาต่ำกว่าค่าที่ระบุบนฉลาก?

จากที่กล่าวมาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีการทดสอบกันแดดตามมาตรฐานอย่างถูกต้องทุกอย่าง ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่อาจมีใครหรือหน่วยงานใดสุ่มเอาผลิตภัณฑ์จากท้องตลาดไปทดสอบและอาจได้ค่ามาตรงหรือไม่ตรงกับที่ระบุบนฉลาก แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้จากข้อจำกัดของการทดสอบกันแดดตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมด แต่ก็ยังมีอีกหลายกรณีที่ผลิตภัณฑ์ฯ อาจมีผลการทดสอบที่ต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากอยู่มาก ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ดี เช่น
1. เป็นเครื่องสำอางปลอม เครื่องสำอางเถื่อน ใช้ฉลากปลอม ปลอมแปลงฉลาก ไม่มีการจดแจ้ง หรือสวมการ จดแจ้งของผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องระวังและควรเลือกจากแบรนด์และจากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ และซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้หรือร้านค้าอย่างเป็นทางการเป็นหลัก
2. ใส่สารจัดเต็มในสูตรที่นำมาตอนตรวจทดสอบเพื่อยื่นจดแจ้ง แต่สิ่งที่ผลิตขายนั้นไม่ได้ใส่ตามสูตรที่จดแจ้งและระบุไว้ในฉลาก ซึ่งเป็นการทุจริตที่มาจากผู้ผลิตหรือจากเจ้าของแบรนด์ หรือทั้งสองฝ่าย
3. เกิดจากความไม่เสถียรของสูตรผลิตภัณฑ์ แม้สูตรจะใส่สารกันแดดมาอย่างเต็มที่แบบไม่มีกั๊ก แต่ก็อาจได้ค่าในการปกป้องที่ต่ำลงในผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายหากมีปัญหาเรื่องความเสถียร Stability ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ได้แก่
- ใช้สารกันแดดที่มีความคงตัวต่ำ (low photostability) ซึ่งจะด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งาน (shelf life) และจากสภาพแวดล้อมที่เก็บรักษา ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารกลุ่มนี้อาจทำให้ผลการทดสอบที่ออกมาได้ค่าที่สูงในตอนแรก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป หากมีการสุ่มตัวอย่างมาตรวจวัดก็จะพบว่าผลที่ออกมาจะได้ค่าที่ ลดลงและไม่สามารถปกป้องผิวได้ตามค่าที่ระบุเอาไว้บนฉลาก
- การแยกตัวของอิมัลชัน เช่น มีส่วนของน้ำมันเหลวๆ แยกชั้นออกมา นอกจากส่งผลต่อความรู้สึกและความมั่นใจของผู้ใช้แล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลให้เกิดการก่อชั้นฟิล์มของกันแดดที่เปลี่ยนไปและส่งผลต่อค่า SPF ที่วัดได้ แต่อย่างน้อยสารกันแดดก็ยังอยู่ในรูปที่ยังใช้งานได้อยู่- การตกผลึกของสารกันแดด โดยสังเกตได้จากตัวผลึกเม็ดเล็กๆ ในเนื้อกันแดดที่รู้สึกสากผิวเวลาทา เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากอันเกิดจากสารกันแดดชนิดดูดซับรังสีบางชนิดที่ตัววัตถุดิบมาในรูปแบบผงและต้องนำมาทำละลายในสูตรก่อนที่จะมีคุณสมบัติในการดูดซับรังสียูวีได้ การตกผลึก (recrystallization) ในสูตรนั้นจะทำให้สารกันแดดชนิดดังกล่าวหมดประสิทธิภาพในการกางตัวดูดซับรังสีบนชั้นผิวไปโดยสิ้นเชิง

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความเสถียรของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ปัญหานี้สามารถควบคุมได้โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกสารกันแดดที่มีความเสถียร (photostable) และหากมีการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ก็ต้องคำนึงด้วยว่าการเพิ่มสารกันแดดในสูตรโดยไม่ปรับตัวทำละลายและปัจจัยอื่นๆ สามารถเร่งให้เกิดการตกผลึกและความไม่เสถียรของผลิตภัณฑ์โดยรวมได้ จึงควรปรึกษาบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะตัวแทนจำหน่ายสารกันแดดรายใหญ่ และการทำการทดสอบเรื่องความเสถียรของผลิตภัณฑ์ในมิติต่างๆ รวมไปถึงการทำ Photostablility test จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาซึ่งนำมาสู่ความเสียหายในการต้องเก็บเรียกคืนผลิตภัณฑ์และทำลายชื่อเสียงของแบรนด์ได้

โดยสรุปแล้ว ผลิตภัณฑ์กันแดดในปัจจุบันนั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและปลอดภัยขึ้นเรื่อยๆ จากการพัฒนาสารกันแดดและส่วนผสมที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารกันแดดใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาวิธีที่จะทดสอบผลิตภัณฑ์กันแดดให้มีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ผู้มีอำนาจที่กำหนดกฎและการบังคับใช้ควรอิงมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเป็นสำคัญ หากจะมีการผ่อนปรนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ควรมีการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนขึ้น มาใช้เป็นบรรทัดฐานโดยทั่วกัน

ในขณะที่ผู้ผลิตและเจ้าของกิจการเครื่องสำอางก็ไม่ควรละเลยในเรื่องของการทดสอบผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่เรื่องของความเสถียรก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่ควรมองข้ามเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และความยั่งยืนของแบรนด์ด้วย

More articles