ISO 23675:2024 SPF Testing in the Global Sunscreen Market
หากคุณคือคนหนึ่งที่เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อหาผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับผิวคุณมาใช้ แน่นอนว่าเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์คุณตัดสินใจได้ด้วยตัวเองทันที ว่าชอบแบบเนื้อบางเบาแห้งไวหรือชอบแบบนุ่มลื่นสบายผิว บางคนอาจจะชอบแบบทาแล้วมีโทนอัปนิดหน่อยให้หน้าขาวหนึ่งสเตป แต่ประสิทธิภาพในการปกป้องรังสียูวีตามที่เคลมบนฉลาก ไม่ว่าจะเป็น SPF, UVA PF (PA) หรือ Anti blue light แน่นอนว่าคุณตัดสินใจบน Tester ที่มีให้ลองในร้านไม่ได้ คุณต้องเชื่อในฉลากเท่านั้น
ISO 23675:2024 และ ISO 23698:2024 ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์กันแดด เนื่องจากเป็นมาตรฐานสากลที่ผลักดันการประเมินประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดด้วยวิธีไม่ใช้การทดสอบบนอาสาสมัคร (non-invasive / non-biological response methods) ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และลดประเด็นด้านจริยธรรมในการทดสอบผลิตภัณฑ์กันแดด
- กฎหมายกำหนดมาตรฐาน…แต่ช่องว่างยังคงอยู่
ประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง เรื่อง การแสดงค่าความสามารถในการป้องกันแสงแดดของเครี่องสำอางที่มีสารป้องกันแดด (พ.ศ. 2560) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเคลมตัวเลขหรือสัญลักษณ์ตามมาตรฐานสากลต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ทั้ง SPF และ UVA PF (ดูรายละเอียดตามประกาศ) ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของแบรนด์เลือกที่จะทดสอบผ่านมาตรฐานชนิดใด ไม่ว่าจะเป็น ISO standard หรือวิธีตามมาตรฐานสากลอื่นที่เป็นที่ยอมรับ
มีเฉพาะวิธีการทดสอบ SPF แบบ in-vitro เท่านั้นที่ยังไม่มีมาตรฐานสากลระบุ หากต้องทำให้ถูกต้องตรงตามที่ประกาศ แบรนด์จะต้องส่งตัวอย่างทดสอบค่า SPF แบบ in-vivo ตาม ISO 24444 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาทดสอบนาน
ในทางปฏิบัติไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่ทดสอบค่า SPF แบบ in-vivo แต่ทำไมเรายังเห็น แบรนด์ในไทยยังมีการ Claim ค่า SPF ได้ทุกแบรนด์?
การอนุโลมให้ใช้ผลการทดสอบจากวิธีการทดสอบแบบที่ไม่ใช่ ISO standard หากมองในมุมของผู้บริโภคต้องยอมรับว่าไม่ถูกต้องและไม่คุ้มค่าแน่นอน เพราะเป็นการทดสอบที่ไม่ระบุขั้นตอนหรือเครื่องมือให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น spec ของเครื่องวิเคราะห์ ชนิดของเพลตที่ต้องใช้ ปริมาณสารที่ใช้ รวมถึงวิธีการเกลี่ยครีมบน PMMA plate ที่ใช้คนเกลี่ย ทำให้เกิด Human error สูงมาก
ปลายปี 2024 ได้มีการประกาศใช้ ISO 23675: 2024 (In vitro determination of sun protection factor (SPF) & ISO 24698: 2024 (Measurement of the sunscreen efficacy by diffuse reflectance spectroscopy) หากคุณคือคนหนึ่งในวงการเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอยู่ในแวดวง Sunscreen ไม่ว่าจะเป็น Suppliers ผู้จำหน่าย UV filter เป็นผู้ผลิตครีมกันแดดทั้งในประเทศและส่งออก หรือเป็นสถาบันทดสอบในเมืองไทย แน่นอนว่ามาตรฐาน ISO นี้คือสิ่งที่เรารอคอยมามากกว่า 10 ปี Test method ที่ออกมาควรทำให้ทิศทางในการวัดค่า SPF เป็นไปในทางเดียวกันและมีมาตรฐานมากขึ้นในเมืองไทย พวกเราในฐานะตัวแทนบริษัทจำหน่ายวัตถุดิบของบริษัทผู้ผลิต UV filter อันดับหนึ่งของโลกอย่าง BASF แน่นอนว่าเราให้ความสำคัญกับวิธีการวัดที่เป็นมาตรฐานระดับโลกนี้มาก
- ทำไมต้อง in-vitro SPF แบบ ISO standard
การทดสอบสารกันแดดที่ถูกต้องควรจะทำการทดสอบให้เสมือนการใช้งานจริงมากที่สุด ในความเป็นจริง เราทากันแดดก่อนออกไปโดนแสงแดดหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง นั่นเพราะเราคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์กันแดดต้องปกป้องผิวเราตลอดระยะเวลาที่เราต้องโดนแสงแดด ผิวเราต้องไม่แดงจากผลของรังสี UVB ต้องไม่หมองคล้ำและเกิดริ้วรอยตามมาจากผลของรังสี UVA
แต่หากคุณคือผู้บริโภคคนหนึ่งที่มีประสบการณ์การใช้ครีมกันแดดยี่ห้อที่คุณมั่นใจ แล้วไม่ได้รับการปกป้องที่ดีอย่างที่คาดหวัง หน้ายังไหม้ แดง และมีผิวหมองคล้ำ ลุกลามไปจนทำให้เกิดฝ้า กระ นั่นหมายความว่าเราได้สินค้าไม่ตรงตามเคลม ค่าการปกป้องแสงแดดที่อยู่บนฉลากกับคุณภาพจริงของสินค้าในขวดไม่ถูกต้อง
ในฐานะผู้บริโภค มันยากมากที่จะพลิกหลังกล่องดูส่วนผสมแล้วตัดสินใจด้วยตัวเองได้ว่ามีสารกันแดดกลุ่มนี้ที่เสถียรมากต้องซื้อ...สารตัวนี้ไม่เสถียร ไม่เอาดีกว่า...หากไม่มีการทดสอบตามมาตรฐานสากลจะเชื่อมั่นตัวเลขบนฉลากได้อย่างไร
เราคงได้เพียงแต่ยอมรับสภาพหน้าที่แดง และหมองคล้ำ แล้วไปหาซื้อ Whitening cream มาใช้ต่อ หรือไม่ ถ้ามีเงินหน่อยก็อาจจะต้องเข้าคลินิกทำ Treatment หน้าไปเลย
ISO standard คือวิธีการทดสอบที่จำลองแบบมีหลักการให้เสมือนการใช้งานจริงของเรา ถ้าเราทากันแดดแล้วต้องออกไปเจอแสงแดด การทดสอบผลิตภัณฑ์ก็ต้องผ่านการฉายแสงด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการยืนยันประสิทธิภาพที่แท้จริงของ UV filter ในผลิตภัณฑ์ว่าถ้าผ่านการฉายแสงที่เข้มข้นแล้ว UV filter ยังเสถียรอยู่หรือไม่
คำตอบที่แท้จริงจะแสดงออกมาผ่านค่า SPF หลังฉายแสง (final SPF) เช่น หากเราทำการทดสอบค่า SPF ก่อนฉายแสงได้ SPF 60 ระบบคำนวณให้ฉายแสงที่ 3 ชั่วโมง แล้วนำผลิตภัณฑ์กลับมาวัดใหม่ค่า SPF หลังฉายแสงก็ต้องได้ > 50 (หากต้องการ claim SPF50) นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพโดยรวมของผลิตภัณฑ์นี้สามารถปกป้องเราจากรังสี UVB ได้จริงตามที่ Claim SPF 50+
- มาตรฐาน ISO 23675: 2024 ทำงานอย่างไร
ในที่นี้ เราจะขอกล่าวถึงเฉพาะมาตรฐาน ISO 23675: 2024 ที่ได้รับการทดสอบในหลากหลายผลิตภัณฑ์แล้วว่ามีความแม่นยำที่สุดและ Variation ระหว่างแลต่ำที่สุด มาตรฐานการทดสอบนี้จะควบคุมทุกขั้นตอนของการทดสอบให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะทำการทดสอบที่แล็บไหน เริ่มตั้งแต่
• การเก็บรักษาตัวอย่างก่อนการทดสอบ: กำหนดให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 27±2°C เพื่อให้เนื้อของผลิตภัณฑ์อยู่ในสภาวะที่พร้อมทดสอบ
• Substrate ใช้ PMMA เพลต 2 ชนิดทั้ง Moulded PMMA plate (HD6) และ Sandblasted surface PMMA plates (SB6) เริ่มต้นอย่างละ 3 เพลต โดยมีการกำหนดน้ำหนักสารที่แน่นอนในเพลตแต่ละชนิด 1.3 mg/cm2 สำหรับ HD6 และ 1.2 mg/cm2 สำหรับ SB6
• มีการกำหนดจุดบนแผ่นรอง Plate 16 จุด และใช้ Positive-displacement pipette (หรืออุปกรณ์ที่ใกล้เคียง) ชั่งน้ำหนักในแต่ละจุดให้ได้เท่าๆ กัน (1.6-1.8 mg/จุด)
• เกลี่ยด้วย Robot ที่กำหนดรอบที่คงที่
• ทิ้งให้แห้งที่ 27±2°C 30-60 นาที (ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์)
• วัดค่า SPF ก่อนการฉายแสง
• นำผลิตภัณฑ์ไปฉายแสงตามเวลาที่คำนวณได้
• นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการฉายแสงกลับมาวัดอีกครั้ง
หากผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นประกอบด้วย UV filter ที่มีความเสถียรทั้งหมด ค่า SPF ก่อนและหลังฉายแสงจะไม่แตกต่างกันมากหรือหากลดลงยังลดอยู่ในเกณฑ์ที่ตรงตามที่ต้องการเคลม แต่ในทางตรงกันข้ามหากผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยสารกันแดดที่ไม่เสถียร ค่าหลังการฉายแสงที่ต้องรายงานจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ก่อนวัดได้ SPF50 (98% protection) หลังฉายแสงได้ SPF 20 นี่คือประสิทธิภาพแท้จริงของผลิตภัณฑ์กันแดดหากต้องการได้ Final SPF 50 ต้องทำการปรับสูตรโดยการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ ของ UV filter และอาจจะรวมถึงการปรับ Texture ใหม่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าที่ผ่านมา เรายอมรับการทดสอบแบบทั่วไปที่ไม่ใช่ ISO standard เราจะไม่เห็นตัวเลข 20 นี้ในขั้นตอนการทดสอบ แต่มันเกิดขึ้นในขณะที่คุณใช้งานจริง เมื่อเราทาแล้วไปเจอแสงแดด ทำให้ความสามารถในการปกป้องแสงไม่ตรงตามที่ Claim, SPF 20 (95% Protection) ปกป้องน้อยกว่าแต่จ่ายราคาเต็ม
- ทำสูตรให้ผ่านมาตรฐาน ISO
ส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์กันแดดคร่าวๆ ประกอบไปด้วย
1. Water (diluent)/alcohol (30%-50% W/O or O/W >>> 20%-30% W/Si)
2. Emulsifier
3. UV filter
4. Emollient
5. Claim substantiation
6. Rheology modifier (thickener)
ค่า SPF คำนวณมาจากค่าความสามารถในการดูดกลืนแสงในแต่ละช่วงคลื่นและร่วมกับ Factor อื่น (erythemal action spectrum และ reference solar spectrum)
ดังนั้น สารสำคัญที่ช่วยในการดูดกลืนคือ UV filter แนะนำให้เลือกกลุ่มที่มีความเสถียรสูง (high photostable UV filter) ตัวอย่างเช่น Tinosorb® S, Tinosorb® M, Tinosorb® S Lite Aqua, Tinosorb® A2B, Uvinul® A Plus Granular และ Uvinul® T150 จาก BASF
Specialty Emollient for Sunscreen: สำหรับสารกันแดด Emollient ไม่ใช่แค่ Oil ที่ให้ความนุ่มลื่นหรือเนื้อสัมผัสที่ต้องการ แต่มันคือตัวที่ช่วยทำละลายสารกันแดดชนิดผงให้ทำหน้าที่ได้สูงสุดและไม่เกิดปัญหา Re-crystalline กลับมาเป็นเม็ดๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เป็นฝันร้ายของนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดมาก “เลือกตัวที่ใช่ในปริมาณที่ถูกต้อง” ตัวอย่าง Emollient ที่จะช่วยให้ปัญหานี้หมดไป Emollient กลุ่ม Cetiol® จาก BASF อีกเช่นกัน
สำหรับบทบาทของเจ้าของแบรนด์และผู้ผลิต อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ การทดสอบประสิทธิภาพสารกันแดดทั้งก่อนและหลังออกสู่ตลาด เพื่อยืนยันประสิทธิภาพที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการกันแดดไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส เป็นการยกระดับทั้งอุตสาหกรรมกันแดด ผู้บริโภคได้รับการปกป้องที่ตรงตามฉลาก แบรนด์สร้างความเชื่อมั่นได้อย่างยั่งยืน ตลาดไทยก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับสากล ในวันที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับตัวเลขบนฉลากมากขึ้น มาตรฐาน ISO 23675: 2024 ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็นสำหรับอนาคตของผลิตภัณฑ์กันแดดที่ "ดีจริง ไม่ใช่แค่เคลมสวย"
